ระนาดเอก

Posted in Uncategorized on สิงหาคม 13, 2009 by ofarts

ระนาดเอก

ระนาดเป็นเครื่องตีชนิดหนึ่ง  ซึ่งเห็นได้ว่าวิวัฒนาการมาจากกรับ  แต่เดิมคงใช้ไม้กรับ  2  อันตีเป็นจังหวะแล้วต่อมาเกิดความรู้เอาไม้มาทำอย่างกรับหลายๆ อัน  วางเรียงให้เกิดเสียงอย่างหยาบๆ  ขึ้นก่อน  แล้วคิดทำไม้รองเป็นรางวางเรียงราดไป  เมื่อเกิดความรู้ความชำนาญขึ้น  ก็แก้ไขประดิษฐ์ให้มีขนาดลดหลั่นกัน  และทำรางรองให้อุ้มเสียงได้  แล้วใช้เชือกร้อย “ ไม้กรับ” ขนาดต่างๆ นั้นให้ติดกัน  ขึงแขวนไว้กับราง  ใช้ไม้ตีเกิดเสียงกังวานลดหลั่นกันตามต้องการ  ใช้เป็นเครื่องบรรเลงทำนองเพลงได้  แล้วต่อมาก็ประดิษฐ์แก้ไขตัดแต่งและชี้ผึ้งกับตะกั่วผสมกันติดหัวท้ายของไม้กรับ  ถ่วงเสียงให้เกิดไพเราะยิ่งขึ้น  เลยบัญญัติชื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า “ระนาด”  เรียก “ไม้กรับ”  ที่ประดิษฐ์ขึ้นเป็นขนาดต่างๆ นั้นว่า  “ลูกระนาด”  และเรียกลูกระนาดที่ร้อยเชือกเข้าไว้เป็นแผ่นเดียวกันว่า “ผืน”  ลูกระนาดแต่ก่อนทำด้วยไม้ไผ่  ชนิดที่เรียกว่า  ไผ่บงและไผ่ตง  ต่อมามีผู้นำเอาไม้แก่น  เช่น  ไม้ชิงชัน  ไม้มหาด  ไม้พะยุง  มาเหลาใช้บ้าง  แต่ที่นิยมกันมากนั้น  ใช้ไม้ไผ่บงว่าได้เสียงเพราะดี  ทำรางเพื่ออุ้มเสียงเป็นรูปคล้ายลำเรือ  ทางหัวและท้ายโค้งขึ้น  เรียกว่า  “ราง(ระนาด)”  เรียกแผ่นที่ปิดหัวและท้ายรางระนาดว่า “โขน”  และเรียกรวมทั้งรางและผืนรวมกันเป็นลักษณะนามว่า “ราง”

แต่เดิมมา  ดนตรีวงหนึ่ง  ก็มีระนาดเพียงรางเดียว  และระนาดแต่เดิมคงมีลูกระนาดน้อยกว่าในปัจจุบันนี้  ต่อมาได้เพิ่มลูกระนาดมากขึ้น  และเมื่อมาคิดประดิษฐ์ระนาดอีกชนิดหนึ่งให้มีเสียงทุ้ม  ฟังนุ่มไม่แกร่งกร้าวเหมือนชนิดก่อน  จึงเลยเรียกระนาดอย่างใหม่นั้นว่า  “ระนาดทุ้ม”  และเรียกระนาดอย่างเก่าว่า “ระนาดเอก”  เป็นคำผสมขึ้นในภาษาไทย

ระนาดเอกในปัจจุบันมีจำนวน  21 ลูก  ลูกต้น  ขนาดยาวราว  39  ซม.  กว้างราง  5  ซม.  และหนา  1.5  ซม.  ลูกต่อมาลดหลั่นกันลงไปจนลูกที่  21 หรือลูกยอด  มีขนาดยาว  29  ซม.  ลูกระนาดเหล่านั้นร้อยเชือกแขวนบนรางและรางนั้นวัดจาก “โขน”  หัวรางข้างหนึ่งถึง “โขน”  อีกข้างหนึ่ง  ประมาณ  120  ซม.  มีเท้ารองรางตรงส่วนโค้งตอนกลางเป็นเท้าเดียว  รูปอย่างพานแว่นฟ้า

เครื่องดนตรีชนิดนี้  ปรากฏมีทั้ง  ของชวา  ของมอญ  และของพม่า ซึ่งพม่าเรียกว่า  ปัตตลาร์ ( Pattalar  หรือ  Bastran )  การที่ได้ประดิษฐ์ให้วิวัฒนาการขึ้นนั้น  จะเป็นความคิดของไทย  หรือได้อย่างมาจากชาติเพื่อนบ้าน  หรือชาติเพื่อนบ้านเอาอย่างไป  ก็ยังไม่มีหลักฐานจะลงความเห็นได้  แต่คำว่า “ระนาด” นั้น  เป็นคำไทยแผลงหรือยืดเสียงมาจากคำว่า “ราด”  เช่นเดียวกับคำว่า “เรียด”  แผลงเป็นระเนียด, ราว  เป็น  ระนาว,ราบ  เป็น  ระนาบ  และราด  เป็น  ระนาดยังมีคำที่พูดกันมาจนติดปากว่า “ปี่พาทย์ ราด  ตะโพน” แสดงให้เห็นว่าแต่ก่อนคำนี้ยังมิได้ยืดเสียง  และถ้าจะยืดเสียงหรือแผลงตามวิธีข้างบนก็อาจพูดได้ว่า  “ปี่พาทย์  ระนาด  ตะโพน”  คำว่า  “ราด”  ก็หมายความว่าวางเรียงแผ่ออกไป  ทำให้กระจายออกไป  กล่าวคือ  กิริยาที่เอาไม้กรับ  หรือลูกระนาดมาวางเรียงตามขนาดต่างๆ ลดหลั่นกันไปเช่นเดียวกับที่เอาไม้ท่อนมาวางเรียงขวางเป็นทางเดินในที่ลุ่มหรือที่หล่มก็เรียก  ระนาด  และไม้ไผ่ที่ถักอย่างเรือกสำหรับรองท้องเรือ  ก็เรียกว่า  ระนาด  แต่คำว่า “ระนาด”นั้น  จะบัญญัติขึ้นใช้เรียกไม้ท่อนเรียงขวางและไม้เรือกรองท้องเรือก่อน  แล้วนำมาใช้เรียกเครื่องดนตรีต่อภายหลัง  หรือจะบัญญัติขึ้นเรียกใช้เครื่องดนตรีก่อน  แล้วจึงนำไปเรียกใช้เรียกไม้ท่อนเรียงขวางและไม้เรือกรองท้องเรือต่อภายหลัง  เป็นเรื่องที่ยังไม่พบข้อตกลงของนักปราชญ์ทางภาษา

เมื่อ 4-5  ปีมานี้  ทางสมาคมดนตรีอาฟริกัน  (African  Music  Society)  ได้ติดต่อถามมาว่า  ทางเขามีตำนานว่า  ได้รับแบบอย่างระนาดไปจากไทย  เขาอยากทราบว่า  ทางไทยทีตำนานยืนยันหรือไม่  เมื่อท่านธนิต  อยู่โพธิ์  ทราบดังนี้ก็พยายามค้นคว้าสืบกาเอกสารและสอบถามคณาจารย์ทางดนตรีไทยด้วย  เพื่อจะได้ตอบยืนยันเขาไป  แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าจนบัดนี้  ยังมิได้พบเอกสารหรือได้ทราบตำนานจากท่านผู้ใดที่พอจะยืนยันเขาไปได้  จึงขอถือโอกาสปวารณาไว้ในที่นี้  ถ้าท่านผู้ใดมีหลักฐานหรือเอกสาร  ขอได้โปรดกรุณาแจ้งให้ทราบด้วย

อ้างอิง – เครื่องดนตรีไทย  พร้อมด้วยตำนานการผสมวงมโหรี  ปี่พาทย์  และเครื่องสาย

ธนิต  อยู่โพธิ์  เรียบเรียง  กรมศิลปากร  จักพิมพ์เผยแพร่  พ.ศ. 2523

ฆ้องวงใหญ่

Posted in Uncategorized on สิงหาคม 13, 2009 by ofarts

รออ่านประวัติฆ้องวงใหญ่ที่นี่…

พิธีไหว้ครูนาฎศิลป์ -หัวโขนและดนตรีในการไหว้ครู

Posted in Uncategorized on สิงหาคม 11, 2009 by ofarts

พระวิษณุกรรม

ความสำคัญของหัวโขนเทพเจ้าหรือศรีษะครูที่ใช้ในพิธีโขน – ละคร

ในการจัดพิธีไหว้ครูโขน-ละครนั้น นอกจากมีพิธีการต่างๆ เช่น สวดมนต์เย็น พิธีไหว้ครู พิธีครอบ ในพิธีจะประกอบด้วยครูผู้กระทำพธี มีวงดนตรีปี่พาทย์บรรเลง มีเครื่องสังเวย เครื่องกระยาบวช และสิ่งหนึ่งที่นิยมนำเข้ามาร่วมพิธี คือ หัวโขนหรือศีรษะครู ได้แก่

๑.  หัวโขนพระอิศวร  แทนสัญลักษณ์องค์พระอิศวร ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง และเป็นเป็นเทพเจ้าผู้ทำลายล้าง เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน จะต้องตั้งให้สูงสุดกว่าหัวโขนอื่ น

๒.  หัวโขนพระนารายณ์   แทนสัญลักษณ์องค์พระนารายณ์ ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าผู้บริหารและรักษาโลก  เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน จะต้องต่ำกว่าพระอิศวร

๓.  หัวโขนพระพหม  แทนสัญลักษณ์องค์พระพรหม ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าผู้สร้างโลก  เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน ต้องต่ำกว่าพระอิศวร แต่เสมอกับพระนารายณ์

๔.  หัวโขนพระอินทร์  แทนสัญลักษณ์องค์พระอินทร์ ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าที่จะคอยให้ความช่วยเหลือคนดี เป็นผู้บันดาลให้ฝนตก เพื่อให้ความชุ่มฉ่ำแก่พืชผลในแผ่นดิน  เวลตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน ต้องตั้งให้ต่ำกว่าพระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม

๕.  หัวโขนพระพิฆเนศ  แทนสัญลักษณ์องค์พระพิฆเนศ ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ สติปัญญา ศิลปศาสตร์ เป็นใหญ่เหนืออุปสรรคทั้งมวล เป็นเทพผู้อยู่เหนือการรจนาหนังสือ  เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน ต้องตั้งให้ลดลงต่ำกว่าเทพองค์อื่นๆ แต่อาจระดับเดียวกับพระอินทร์

๖.  หัวโขนพระวิสสุกรรม  แทนสัญลักษณ์องค์พระวิสสุกรรม ซึ่งถือเป็นเทพแห่งการช่างการก่อสร้าง และเกี่ยวข้องกับการละครชาตรี ที่ทรงเสด็จลงมาประทับยังเสากลางเวที เพื่อปกป้องภยันอันตรายทั้งปวง  เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน ต้องตั้งลดลงมาจากพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระอินทร์ พระพิฆเนศ

๗.  หัวโขนพระปรคนธรรพ  แทนสัญลักษณ์องค์พระปรคนธรรพ ซึ่งถือว่าเป็นครูปี่พาทย์ เป็นผู้ประดิษฐ์พิณ เป็นผู้ปต่งคัมภีร์กฎหมายที่เรียกว่า “นารทิยาธรรมศาสตร์” เป็นผู้รอบรู้ในกาลทั้งสาม คือ ปัจจุบัน อดีต และอนาคต  เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน จะตั้งทางด้านขวาของเวทีรวมกับศีรษะพระครูฤษีต่างๆ

๘.  หัวโขนพระปัญจสีขร  แทนสัญลักษณ์องค์พระปัญจสีขร ซึ่งถือว่าท่านเป็นครูพิณและขับร้องต่างๆ   เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน จะตั้งทางด้านขวาของเวทีรวมกับศีรษะพระครูฤษีต่างๆ

๙.  หัวโขนพระพิราพ  แทนสัญลักษณ์องค์พระพิราพ ถือว่าเป็นครูอสูรเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ซึ่งศิลปินโขน-ละคร ดนตรีไทย เคารพสักการะในฐานะเป็นครูดุริยางคศิลป์และนาฏศิลป์  เป็นเทพเจ้าแห่งความตาย ความหายนะทั้งปวง  ในขณะเดียวกันก็เป็นเทพเจ้าแห่งความประสบโชค ขจัดโรคภัยต่างๆ เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน จะตั้งทางด้านซ้ายของเวที ต่ำกว่าพระอิศวร แต่สูงกว่าหัวโขนยักษ์อื่นๆ และแยกออกมาอีกลุ่มหนึ่งนอกเหนือจากเทพหรือมนุษย์

๑๐.  หัวโขนพระฤษีกไลโกฎ พรภรตฤษี พระฤษีตาวัว พระฤษีตาไฟ แทนสัญลักษณ์ของท่านแต่ละตน ซึ่งถือว่าเป็นครูฝ่ายมนุษย์ ที่ได้ถ่ายทอดท่ารำและจดบันทึกท่ารำพระอิศวรไว้ โดยเฉพาะพระภรตฤษี (พ่อแก่) ศิลปินมักกล่าวถึงและมีไว้บูชา เพราะถือว่าท่านเป็นครูทางนี้โดยตรง  ส่วนพระฤษีตนอื่นศิลปินก็ให้ความเคารพนับถือเช่นกัน
เวลาตั้งหัวโขนหรือศีรษะท่าน จะตั้งทางด้านขวาของเวที แยกกลุ่มออกมาจากเทพเจ้าหรืออสูร

ดนตรีและเพลงที่ใช้ประกอบในพิธีไหว้ครูโขน-ละคร

ดนตรีที่ใช้บรรเลงนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า ส่วนเพลงที่บรรเลงประกอบในพิธีไหว้ครเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ต้องบรรเลงเพลงหน้าพาทย์อันเป็นเพลงที่ในวงการศิลปินให้ความเคารพ  ผู้ที่บรรเลงได้จะต้องเป็นบุคคลที่มีฝีมือเป็นอย่างดี เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดอาจจะมีผลถึงตนเอง ที่เรียกว่า “ผิดครู” ซึ่งเพลงดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับพิธีไหว้ครูเป็นอย่างมาก เป็นเพลงที่จะกำหนดอัญเชิญครูปัธยาย (ครูเทพเจ้าต่างๆ) มาร่วมในพิธี ซึ่งแต่ละสถานที่อาจมีการกำหนดเพลงเรียงตามลำดับไม่เหมือนกัน เช่น

 1.  เพลงเหาะ เชิญพระอิศวร

 2.  เพลงกลม เชิญเทพเจ้า

  3.  เพลงโคมเวียน เชิญเทวดาทั่วๆ ไป 

  4.  เพลงบาทสกุณี เชิญพระนารายณ์

  5.  เพลงตระพระปรคนธรรพ เชิญพระปรคนธรรพ (ครูดนตรี) 

  6.  เพลงตระองค์พระพิราพเต็มองค์ เชิญองค์พระพิราพ

  7.  เพลงคุกพาทย์ เชิญครูยักษ์ใหญ่ทั่วไป

  8.  เพลงดำเนินพราหมณ์ เชิญผู้ทรงศีล

  9.  เพลงช้า-เพลงเร็ว เชิญครูมนุษย์

  10. เพลงเชิดฉิ่ง เชิญครูนาง

  11. เพลงกราวนอก เชิญครูวานรหรือพานร

  12. เพลงกราวใน เชิญครูยักษ์ทั่วไป

  13. เพลงกราวตะลุง  เชิญครูแขก

  14. เพลงโล้  เชิญครูที่เดินทางน้ำ

  15. เพลงเสมอเถร  เชิญครูฤษีขึ้นสู่ที่ประทับ

  16. เพลงเสมอมาร  เชิญครูยักษ์ขึ้นสู่ที่ประทับ

  17. เพลงเสมอเข้าที่  เชิญครูที่มิได้เจาะจงว่าเป็นใครสู่ที่ประทับ

  18. เพลงเสมอผี  เชิญวิญญาณที่เกี่ยวข้องด้านนาฏศิลป์ดนตรีขึ้นสู่ที่ประทับ

  19. เพลงแผละ  เชิญสัตว์ปีกใหญ่ เช่น ครุฑ มาในพิธี

  20. เพลงลงสรง  เชิญครูที่มาทุกองค์ลงสรงน้ำ

  21. เพลงนั่งกิน  เชิญครูที่มาประชุมทุกองค์กินเครื่องเสวย

  22. เพลงเซ่นเหล้า  เชิญครูที่มาประชุมทุกองค์ดื่มสุรา

  23. เพลงช้า-เพลงเร็ว  เชิญทุกคนที่มาร่วมพิธีรำถวาย

  24. เพลงกราวรำ  เชิญศิษย์ทุกคนรำเพื่อเป็นสิริมงคลและส่งครูกลับ

  25. เพลงพระเจ้าลอยถาด  ส่งครูกลับ

  26. เพลงมหาชัย  บรรเลงส่งท้ายเพื่อความสามัคคี

อ้างอิง : http://www.banramthai.com/

Hello world!

Posted in Uncategorized on สิงหาคม 11, 2009 by ofarts

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!